top of page

Stop the Fire! พลิกโฉมการป้องกันอัคคีภัยโรงงานด้วย AIoT จากความเสียหาย 17 ล้าน สู่ระบบอัจฉริยะรู้ล่วงหน้าก่อนไฟไหม้

  • 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที

“ไฟไหม้โรงงาน” คือฝันร้ายที่ผู้ประกอบการทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีวัตถุดิบไวไฟสูง เช่น ไม้ น้ำมัน และระบบแรงดันสูง หากเกิดเพลิงไหม้ขึ้นมาครั้งหนึ่ง มูลค่าความเสียหายมักไม่ต่ำกว่าหลักสิบล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น ระบบตรวจความปลอดภัยแบบดั้งเดิมที่ใช้มนุษย์เดินตรวจ มักจะ "ช้าเกินไป" เสมอเมื่อเทียบกับความเร็วของเปลวไฟ

บทความก่อนหน้านี้ SkillLane และ Qonnect ได้นำเสนอ 5 กรณีศึกษาการใช้งาน AIoT จากโรงงานไปกันแล้ว บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกกรณีศึกษาจริงของโรงงานผลิตไม้เทียมในจังหวัดสมุทรสาคร ที่เคยประสบปัญหาไฟไหม้ซ้ำซาก ความเสียหายรวมกว่า 17 ล้านบาท แต่สามารถปลดล็อกปัญหานี้ได้สำเร็จด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AIoT (Artificial Intelligence of Things) จากจุดเริ่มต้นงบหลักหมื่น สู่การพัฒนานวัตกรรมระดับ Industrial Grade ที่ช่วยสกัดกั้นอัคคีภัยได้ตั้งแต่ยังไม่เกิดควันไฟ


5 เทคนิค ใช้ AI “ช่วยทำสไลด์” เวลาหัวหน้า หรือลูกค้าเรียกประชุมด่วน

ฝันร้าย 17 ล้าน และช่องโหว่ของระบบตรวจภัยแบบดั้งเดิม


ในอดีต โรงงานผลิตไม้เทียมแห่งนี้ประสบปัญหาเพลิงไหม้บ่อยครั้งในกระบวนการผลิต เนื่องจากมีสารตั้งต้นที่ติดไฟง่าย ระบบเฝ้าระวังในขณะนั้นคือการให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ปั่นจักรยานตระเวนไปตามจุดเสี่ยงต่างๆ แล้วใช้ปืนวัดอุณหภูมิ (Temperature Gun) ยิงวัดค่า จากนั้นจดบันทึกลงกระดาษ เพื่อส่งต่อให้วิศวกรนำข้อมูลไปคีย์ลงระบบเพื่อวิเคราะห์หาความผิดปกติ

วิธีนี้ก่อให้เกิดช่องโหว่ร้ายแรง 2 ประการที่ระบบความปลอดภัยในอุตสาหกรรมรับไม่ได้ นั่นคือ

  • Data Lagging (ข้อมูลล่าช้าขั้นวิกฤต): กว่าที่ รปภ. จะปั่นจักรยานตรวจรอบโรงงานเสร็จต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง กว่าวิศวกรจะได้เห็นข้อมูลและวิเคราะห์เสร็จ ไฟก็ลุกไหม้ท่วมโรงงานไปเรียบร้อยแล้ว

  • Data Visibility (ขาดการมองเห็นข้อมูล): ผู้บริหารและวิศวกรไม่มีทางรู้เลยว่าสถานะอุณหภูมิในนาทีนี้เป็นอย่างไร ข้อมูลจะปรากฏก็ต่อเมื่อมีคนเดินไปยิงอุณหภูมิมาให้เท่านั้น สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงแบบวินาทีต่อวินาทีจึงถูกละเลยไป


ระยะที่ 1 (ปี 2562) ติดปีกระบบตรวจจับด้วย IoT และการแสดงผลแบบ Real-time


เมื่อตระหนักว่าระบบเดิมไม่สามารถหยุดยั้งความสูญเสียได้ ทางโรงงานจึงได้ร่วมมือกับบริษัท Connect ในปี 2562 เพื่อวางรากฐานการเชื่อมต่ออุปกรณ์อัจฉริยะ หรือ Internet of Things (IoT) ซึ่งต่อมาเป็นฐานรากสำคัญในการพัฒนาสู่ระบบ AIoT สิ่งที่น่าทึ่งคือ โซลูชันนี้ใช้งบประมาณเริ่มต้นเพียงประมาณ 80,000 กว่าบาท โดยมีโครงสร้างระบบดังนี้


  1. ติดตั้ง Temperature Sensor: ใช้เซนเซอร์วัดอุณหภูมิประเภท K-type หรือ PT100 ติดตั้งตามจุดเสี่ยงภายนอกรอบๆ สายการผลิต

  2. Centralization (รวมศูนย์ข้อมูล): ส่งสัญญาณข้อมูลผ่านโปรโตคอล RS485 และยิงขึ้นระบบ Cloud ด้วยสถาปัตยกรรม MQTT

  3. Real-time Dashboard: นำข้อมูลมาเชื่อมต่อเข้ากับ Grafana Dashboard (Open-source แบบไม่มีค่าใช้จ่าย) ทำให้พนักงานและวิศวกรเห็นกราฟอุณหภูมิขึ้นลงแบบวินาทีต่อวินาที

  4. Instant Alert System: เมื่ออุณหภูมิพุ่งสูงเกินเกณฑ์ขีดจำกัด (Threshold) ที่ตั้งไว้ ระบบจะยิงข้อความเตือนเข้า Line Notification ของเจ้าหน้าที่ทันที


ผลลัพธ์ นับตั้งแต่ติดตั้งระบบนี้ในปี 2562 โรงงานไม่เคยเกิดเหตุเพลิงไหม้จากสภาพแวดล้อมภายนอกในสายการผลิตอีกเลย ช่วยปกป้องโรงงานจากความสูญเสียมูลค่า 17 ล้านบาทได้อย่างแม่นยำ


ปัญหาใหม่ปี 2025 เพลิงไหม้จาก "ตู้คอนโทรลภายใน" ที่เซนเซอร์มองไม่เห็น


แม้จะควบคุมความร้อนภายนอกได้ แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2025 (2568) ฝันร้ายได้กลับมาเยือนอีกครั้ง เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ในโรงงาน ซึ่งจากการทำ Root Cause Analysis (การวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง) พบว่า จุดต้นเพลิงเกิดจากการลัดวงจรภายในตู้คอนโทรลไฟฟ้า ซึ่งถูกปิดฝาไว้อย่างมิดชิด


เนื่องจากเซนเซอร์อุณหภูมิที่ติดตั้งไว้ในปี 2562 อยู่ภายนอกสายการผลิต จึงไม่สามารถมองทะลุฝาตู้เหล็กเข้าไปได้ กว่าพนักงานหน้างานจะรู้ตัว ฝาตู้และอุปกรณ์ควบคุมไฟฟ้าราคาสูงก็วอดเสียหายไปเกือบหมดแล้ว

โรงงานพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีทั่วไปในตลาด แต่กลับพบข้อจำกัดมากมาย


วิธีการที่โรงงานทดลอง

ผลลัพธ์ที่ได้

ข้อจำกัดที่พบ

1. ใส่เซนเซอร์โพรบ (Probe) ไว้ในตู้

❌ ล้มเหลว

เป็น Lagging Indicator กว่าหัวโพรบจะร้อนจนระบบเตือน ไฟก็ไหม้ลามไปจุดอื่นแล้วถ้าไม่ได้แปะถูกจุดพอดี

2. ใช้กล้อง Thermal Camera ส่องหน้าตู้

❌ ล้มเหลว

มองเห็นความร้อนจากภายนอกตู้แค่จางๆ กว่าจะตรวจพบความร้อนสะสม ไฟก็ไหม้ตู้ไปแล้ว แถมราคาแพงถึง 140,000 บาท/ตัว ไม่คุ้มค่าการลงทุน


บทสรุปความสำเร็จ พัฒนานวัตกรรม AIoT ระดับ Industrial Grade ด้วย Leading Indicator


เมื่อโซลูชันสำเร็จรูปในตลาดไม่ตอบโจทย์ แถมมีราคาแพงเกินไป ทีมงานจึงเปลี่ยนแนวคิดจากการใช้ค่าสถิติย้อนหลัง (Lagging Indicator) มาเป็นการตรวจจับสัญญาณเตือนล่วงหน้า (Leading Indicator) โดยเป้าหมายคือ ต้องมีอุปกรณ์สแกนจุดความร้อนแปะไว้ "ภายในตู้คอนโทรล" เพื่อตรวจดูว่าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ตัวไหนกำลังเริ่มมีความร้อนสูงผิดปกติ ก่อนที่จะเกิดประกายไฟ


เนื่องจากไม่มีอุปกรณ์ลักษณะนี้วางจำหน่ายทั่วไป ทีมงานจึงเริ่มค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตและพบชุดคิต (Hobby Grade) ของต่างประเทศ จึงนำมาทำ Proof of Concept (POC) และพบว่าแนวคิดนี้ใช้ได้ผลจริง! ทว่า อุปกรณ์ระดับสมัครเล่นไม่ทนทานพอที่จะเปิดใช้งาน 24 ชั่วโมงตลอดทั้งปีในสภาพแวดล้อมโรงงานที่มีทั้งฝุ่น ความชื้น และความร้อน

ทีมงานจึงได้ตัดสินใจยกระดับสู่เทคโนโลยี AIoT เต็มรูปแบบ โดยมีขั้นตอนดังนี้


  • Redesign PCB: ออกแบบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ทั้งหมด ให้เป็นระดับ Industrial Grade ที่ทนทานสูง

  • Thermal Matrix Scanning: ใช้อัลกอริทึมในการสแกนดักจับจุดความร้อน (Hotspot) ภายในตู้แบบเรียลไทม์

  • Edge to Cloud: ประมวลผลข้อมูลความร้อนเพื่อพยากรณ์ความเสี่ยงล่วงหน้า และส่งสัญญาณเตือนภัยก่อนที่สายไฟจะละลาย


จากชุดคิตสู่นวัตกรรมพาณิชย์: ปัจจุบัน อุปกรณ์ตรวจจับความร้อนภายในตู้คอนโทรลนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องโรงงานผลิตไม้เทียมแห่งนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ยังได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ (Commercial Product) ที่พร้อมส่งต่อให้โรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆ นำไปใช้แก้ปัญหาอัคคีภัยในตู้ไฟอีกด้วย


ทำไมเทคโนโลยี AIoT คือคำตอบสุดท้ายของโรงงานยุคใหม่?


กรณีศึกษานี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การป้องกันอัคคีภัยในอุตสาหกรรม 5.0 ไม่ใช่แค่การมีถังดับเพลิงหรือมีคนเดินตรวจ แต่คือการเข้าถึงข้อมูลที่แม่นยำและรวดเร็ว การเปลี่ยนผ่านจาก IoT ธรรมดาไปสู่ระบบ AIoT ที่มีเซนเซอร์อัจฉริยะคอยวิเคราะห์สแกนจุดความร้อนในพื้นที่ที่มองไม่เห็น เช่น ภายในตู้คอนโทรลไฟฟ้า ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนระบบความปลอดภัยจากการ "ตามแก้ปัญหา" (Reactive) ให้กลายเป็นการ "ป้องกันก่อนเกิดเหตุ" (Proactive) ได้อย่างแท้จริง


หากโรงงานของคุณยังมีจุดบอดที่มองไม่เห็น หรือยังใช้ระบบจดบันทึกอุณหภูมิด้วยมือ ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่จะนำเทคโนโลยี AIoT เข้ามาช่วยอุดรอยรั่วทางธุรกิจ ก่อนที่ความเสียหายหลักสิบล้านจะเกิดขึ้นกับองค์กรของคุณ


เบื้องหลังการทรานส์ฟอร์มระบบความปลอดภัยและการก้าวข้ามขีดจำกัดด้านเทคโนโลยีในครั้งนี้ พัฒนาและขับเคลื่อนโดย Qonnect (บริษัท บีไอไอซี จำกัด หรือ BIIC Co., Ltd. ในเครือ SCG) สตาร์ทอัพผู้เชี่ยวชาญด้านระบบอัจฉริยะระดับแถวหน้าของเมืองไทย


Qonnect คือผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและโซลูชัน AIoT สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่มุ่งมั่นยกระดับภาคการผลิตไทยสู่ความเป็น Smart Factory อย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด "Connect faster, drive success faster than ever" โดยรวบรวมการจัดการแบบครบวงจรตั้งแต่ระบบฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง (Advanced Analytics)


📢 ช่องทางการติดต่อและเรียนรู้เพิ่มเติม

  • สนใจติดตั้งโซลูชันอุตสาหกรรม: สามารถดูรายละเอียดบริการทั้งหมดของ Qonnect เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ www.qonnectai.com และ Facebook


  • สนใจเรียนรู้ทักษะเพื่อนำไปปรับใช้เอง: สำหรับผู้บริหาร วิศวกร หรือผู้ที่สนใจติดอาวุธความรู้ในการเปลี่ยนโรงงานแบบเดิมให้เป็น Smart Factory สามารถเข้าเรียนคอร์สออนไลน์ "Ideas & Use-case เปลี่ยนโรงงานให้ฉลาดล้ำด้วย IoT และ AI" ได้แล้ววันนี้ที่ SkillLane - คอร์สเรียน Ideas & Use-case เปลี่ยนโรงงานให้ฉลาดล้ำด้วย IoT เพื่อเรียนรู้กลยุทธ์และแนวทางการประยุกต์ใช้งานจริงอย่างละเอียดแบบมืออาชีพ

 
 
แองเคอ 1
20251128_B2C_Blog_Guideline_CTA_1.png
Logo_SKL_White.png
สถาบันออนไลน์ สำหรับคนที่ต้องการความก้าวหน้าสอนโดยผู้เชี่ยวชาญ จากประสบการณ์จริง

บริษัท สกิลเลน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)
อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ ชั้นที่ 35 ห้อง 3501 และ 3512, เลขที่ 1 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

​ทีมงานของเราพร้อมช่วยตอบทุกคำถามของคุณ

02-821-5524 (จันทร์ - อาทิตย์ เวลา 9:00 - 17:00 น.)

Line.png

(จันทร์ - ศุกร์ เวลา 9:00 - 20:00 น. หรือ เสาร์ - อาทิตย์ รวมวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 9:00 - 17:00 น.)

SkillLane © 2025 SkillLane.com All rights reserved.

bottom of page